e องค์ความรู้ในระดับตำบล (KM) e  

 

การปลูกแก้วมังกร

      แก้วมังกร เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับต้นกระบองเพชรประเภทเลื้อย ชื่อ "แก้วมังกร" น่าจะเป็นเพราะผลของแก้วมังกรลักษณะคล้ายลูกแก้ว ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพญามังกรสองตัวที่เผชิญหน้ากัน

แก้วมังกรเป็นไม้เลื้อย มีอายุยาวนานหลายปี ลำต้นมีลักษณะเป็น 3 แฉกมีสีเขียว อวบน้ำ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนนั้นคือใบที่เปลี่ยนรูปไป ส่วนลำต้นที่แท้จริงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของแฉกทั้ง 3 บริเวณตาข้างจะมีหนาม 1-5 หนาม ดอกจะเกิดบริเวณปลายกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เมื่อบานมีลักษณะคล้ายปากแตร จะบานในช่วงหัวค่ำจนถึงเช้า เมื่อติดผลแล้ว ผลอาจมีสีชมพูหรือเหลือง เนื้อผลภายในมีทั้งสีขาวและแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ และมีเมล็ดสีดำอยู่ในเนื้อผล

ลูกมังกร หรือดราก้อนฟรุต เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลแคคตัสหรือสกุลหนึ่งของกระบองเพชร สามารถปลูกได้ดีในทุกสภาพพื้นที่จึงเป็นที่นิยมปลูกกันมากอย่างแพร่หลาย ผลจะมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมทู่ ๆ เรียงรายอยู่ทั่วไปบนผิวเปลือก เปลือกหนาสีออกชมพูอมส้ม ภายในผลเมื่อผ่าออกจะมีเนื้อสีขาวขุ่นภายในเนื้อก็จะมีเมล็ดเล็ก ๆ ซึ่งใหญ่กว่าเมล็ดงานิดเดียวฝังตัวอยู่เต็มไปหมด เมื่อรับประทานจะมีรสชาติหวานเย็น กรุบกรับ ไม่ระคายคอ ลูกมังกรเป็นที่นิยมกันมาในหมู่นักบริโภคชาวต่างประเทศที่ชอบลองของแปลก ซึ่งจากการศึกษาวิจัยสภาพอากาศของประเทศเวียดนามกับประเทศไทยพบว่า ไม่แตกต่างกันมานัก จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าโอกาสที่ลูกมังกรจะมาผงาดในบ้านเรานั้น เป็นไปได้สูงมาก ประกอบกับลูกมังกรยังเป็นพืชที่ทนแล้ง ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่สามารถปลูกได้ โดยใช้พื้นที่ปลูกเพียงต้นละ 1 ตารางเมตรเท่านั้น ฉะนั้น จึงสามารถปลูกได้รอบ ๆ บริเวณบ้านโดยไม่จำกัด เนื่องจากเป็นพืชที่ทนความแห้งแล้ง ทนต่อโรคและแมลง จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใด ๆ และนับได้ว่าเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างปลอดภัยจากสารพิษอีกด้วย

วิธีการปลูกแก้วมังกร

กิ่งปักชำเตรียมไว้ปลูก

ปลูกหลุมละ 3-4 ต้น

ปลูกเป็นแปลง

การให้น้ำใช้ระบบฉีดน้ำแบบสปริงเกอร์

ปลายท่อซีเม็นต์มีที่รองรับกิ่งของต้นแก้วมังกร

แก้วมังกรต้นที่สมบูรณ์พร้อมที่จะให้ผลผลิต

เจริญเติบโตสมบูรณ์พร้อมที่จะให้ผลผลิต

บำรุง ดูแลรักษา ไม่ยุ่งยาก

ปีที่ 2 เริ่มออกดอก

ดอกแก้วมังกรบานแล้วเหี่ยวอย่างรวดเร็ว

ผลของแก้วมังกรจะออกตามกิ่งที่สมบูรณ์

ผลเริ่มเจริญเติบโต

ผลแก่ของแก้วมังกรเก็บมาจากต้น

ผลผลิตที่ได้น่าชื่นชม พร้อมที่จะจำหน่าย

เนื้อแก้วมังกรพันธุ์สีขาวรสหวานอ่อน ๆ

ข้อควรระวังในการเลือกซื้อพันธุ์แก้วมังกร ด้วยความคล้ายคลึงกันของแก้วมังกรและโบตั๋นจึงทำให้มีพ่อค้าจอมโกงบางคนนำกิ่งพันธุ์ของต้นโบตั๋นมาขาย โดยอ้างว่าเป็นกิ่งพันธุ์ของต้นแก้วมังกรดังนั้นจึงเป็นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่กำลังหากิ่งพันธุ์มาปลูก

 

ลักษณะดอกและผลแก้วมังกรเมื่อดอกบานเต็มที่จะเหี่ยวและร่วงหล่นโดยส่วนโคนดอกจะเป็นรูปกลมรีหรือรูปไข่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว และยาวประมาณ 4 – 6 นิ้ว มีน้ำหนักระหว่าง 200 – 500 กรัม เปลือกมีสีสันสดใส สีแดงอมชมพู โดยมีบางส่วนของกลีบดอกเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ผลสีเขียว ทำให้ดูสวยงามสะดุดตาเมื่อผ่าผลออกมาจะพบว่าเนื้อในมีสีขาวขุ่น ภานในมีเมล็ดเล็ก ๆ สีดำคล้าย เมล็ดงาดำหรือแมงลักฝังตัวกระจายอยู่ทั่วไป เป็นจำนวนมาก

การปลูกแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นไม้เลื้อยลำต้นอ่อนจำเป็นต้องมีหลักให้ลำต้นเกาะยึดซึ่งหลักจะเป็นไม้เนื้อแข็งหรือเสาซีเมนต์ก็ได้ ถ้าใช้ท่อซีเมนต์เป็นเสาซึ่งรูปทรงกลมภายในกลวงแต่เทปูนไว้ก้นท่อเพื่อไว้ใส่น้ำหล่อเลี้ยงให้เสามีความชุ่มชื้นอยู่เสมอฝังท่อซีเมนต์ลงในดินประมาณ 40 –50 ซม. ต้องสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 –2 เมตรด้านบนของเสาทำเป็นร้านให้กิ่งเกาะแผ่ขยายออกไประยะปลูก 3 x 3 เมตร เตรียมหลุมขนาด 30x30x30 ซม. รอบ ๆ หลัก หลักละ 4 หลุม สำหรับปลูกหลุมละ 1 ต้นรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักเก่า 1 ปุ้งกี๋ เมื่อนำกิ่งพันธุ์ลงหลุมแล้วมัดกิ่งพันธุ์ให้แนบหลักและกันแดดให้ 1 –2 สัปดาห์

การให้ผลผลิต ต้นแก้วมังกรที่เติบโตจากการใช้กิ่งปักชำเมื่ออายุได้ประมาณ 8 –10 เดือน จะให้ผลผลิต การเริ่มออกดอก จะออกบริเวณปลายกิ่ง มีลักษณะคล้ายดอกโบตั๋น คือมีสีเหลืองอมชมพูซึ่งสวยงามมาก จะบานในเวลากลางคืน อยู่ได้ประมาณ 2 –3 วัน จะเหี่ยวและร่วงไป เหลือผลที่มีกลีบเลี้ยงหุ้มหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ผลจะแก่และเก็บเกี่ยวได้ โดยปกติใน 1 ปี ต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิตได้ประมาณ 4 รุ่น ตั้งแต่ พฤษภาคมถึง สิงหาคม ของทุกปี ต้นแก้วมังกรจะเริ่มให้ดอกชุดแรกในเดือนมีนาคมและดอกชุดสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม ลูกแก้วมังกรที่เก็บเกี่ยวจากต้นแล้วถ้านำมาใส่ถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะสามารถเก็บรักษาได้ประมาณ 15 วัน โดยไม่เหี่ยวและเป็นการเพิ่มความหวานให้กับผลด้วย

การดูแลรักษาระหว่างปลูก โดยทั่วไปการปฏิบัติดูแลรักษาระหว่างปลูกค่อนข้างสะดวกเพราะเป็นพืชทนแล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำมากเหมือนไม้ผลอื่นๆ แต่ก็ควรหาเศษหญ้าแห้ง ฟาง หรือแกลบเป็นวัสดุคลุมโคนต้นไว้เพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินและป้องกันวัชพืชให้ปุ๋ยคอกเสริมด้วยปุ๋ยเคมี 2 – 3 เดือนต่อครั้ง โดยให้ปุ๋ยคอกหลักละประมาณ 1 ปุ้งกี๋ ส่วยปุ๋ยเคมีควรใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกงและอาจมีการให้ปุ๋ยเคมีทางน้ำเสริมโดยเติมสาหร่ายทะเลสกัดทั้งนี้ ควรสังเกตความเจริญและการให้ผลของต้นแก้วมังกร ถ้าต้นยังงอกงามและให้ผลผลิตดีก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยมากเกินไป

โรคและแมลงที่สำคัญ ยังพบไม่มากจะมีเพียงมดและนกเท่านั้นสำหรับมดเมื่อพบว่ามีมากอาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้ปลูกได้ จึงจะใช้วิธีกำจัดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นพร้อมทั้งสารจับใบ ส่วนนกนับว่าเป็นศัตรูที่สำคัญไม่น้อย เพราะนกจะเข้าจิกทำลายในขณะที่ผลกำลังใกล้แก่ซึ่งวิธีป้องกันทำได้โดยการห่อผล

ผู้ถอดองค์ความรู้  นายเนรมิตร  มัชฌิมา  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
สำนักงานเกษตรอำเภอหนองหาน  จังหวัดอุดรธานี โทร. 042-261157  

 หน้าแรก